สมัครรับข่าวสาร

โครงการเพื่อขอเงินสนับสนุน

โครงการกองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย




          นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดำรงตำแหน่งอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2520 เป็นต้นมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นนักบริหารที่เปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถและทรงปฏิบัติพระราชภารกิจโดยอาศัยคุณธรรม คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และประโยชน์สูงสุดของพสกนิกรด้วยความใส่พระทัย ทั้งยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่าง ๆ พระราชทานแก่ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ป่วยไข้ และผู้ด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารทุก ๆ ด้าน และได้เสด็จพระราชดำเนินออกไปช่วยเหลือประชาชนเสมอมิได้ขาด ทั้งนี้ก็เพื่อให้พสกนิกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

          ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 100  ปีแล้วที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บ โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา ในปัจจุบันได้มีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในเข้ามารับการรักษาราว 1,518,494 คนต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้สูงอายุ 120,024 คน จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากเข้ามารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดังนั้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ "ผู้สูงอายุ" จึงได้ทวีความสำคัญและได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น

"คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมสังคมไทยจึงต้องจัดลำดับความสำคัญ
ในเรื่องผู้สูงอายุไว้ในลำดับต้น ๆ"

          ทั้งนี้เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรของประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภาวะการณ์เพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการประมาณการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ โดยองค์การสหประชาชาติระหว่างปี พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2593 เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรไทยทั้งหมดในปี พ.ศ. 2523 การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุคิดเป็นร้อยละ 47 ในปี พ.ศ. 2533 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 770 ในปี พ.ศ. 2593 นอกจากนี้ ยังพบว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุของประเทศไทยมีระยะเวลาที่จะเข้าสู่ภาวะประชากรสูงอายุค่อนข้างสั้น เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วหลาย ๆ ประเทศ กล่าวคือ สัดส่วนประชากรสูงอายุของไทยจะเพิ่มจากประมาณร้อยละ 8 ในปี พ.ศ. 2543 เป็นประมาณร้อยละ 16 ในปี พ.ศ. 2563 หรือใช้เวลาเพียงประมาณ 20 ปี ในการเพิ่มสัดส่วนประชากรสูงอายุเป็นเท่าตัว ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 70 ปี ถึงกว่า 100 ปี 

          ด้วยปัจจุบันประชากรของประเทศไทยกำลังมีจำนวนของผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปี เพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 14.5 และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจด้วยมาจากความเสื่อมถอยในผู้สูงวัย ร่วมกับภาวะโรคเรื้อรังต่าง ๆ จึงส่งผลให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตด้อยลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ตระหนักดีถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้มุ่งเน้นพัฒนาศาสตร์ทางการแพทย์และสาธารณสุขในการดูแลผู้สูงวัยมาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เพื่อให้ผู้สูงอายุ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่ามีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          ด้วยนโยบายส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงได้จัดสร้างอาคารสำหรับดูแลผู้สูงวัยแบบบูรณาการขึ้น โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่ออาคารนี้ว่า "อาคาร ส.ธ." ภายใต้โครงการ "กองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย" เพื่อเป็นศูนย์การแพทย์ต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการครบวงจรของสภากาชาดไทยขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา และเพื่อแก้ไขป้องกันปัญหาด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในผู้สูงวัย รวมถึงฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย จิตใจ ให้ความรู้แก่ผู้ดูแลด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม โดยภายใน "อาคาร ส.ธ." ได้มีบริการต่าง ๆ ไว้รองรับการดูแลผู้สูงวัยมากมาย อาทิ การจัดฝึกอบรมเพื่อสร้างศักยภาพในการดูแลตนเองของผู้สูงวัย และศักยภาพในการดูแลผู้สูงวัยของผู้ดูแล ซึ่งอาจเป็นคนในครอบครัวหรือผู้ดูแลที่เป็นบุคคลภายนอก การพัฒนา Model ต้นแบบของการดูแลผู้สูงวัย โดยเป็นแหล่งวิชาการและการวิจัยที่ครอบคลุมศาสตร์ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของผู้สูงวัย และเป็นรากฐานการพัฒนาแนวทางดูแลผู้สูงวัยอย่างยั่งยืนในสังคมเมืองใหญ่ และอีกบริการที่สำคัญ คือ การบริการทางการแพทย์และรักษาพยาบาล ซึ่งประกอบด้วยศูนย์ต่าง ๆ เช่น คลินิกผู้สูงวัย ศูนย์การเดินและเคลื่อนไหว ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ของสมอง ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้สูงวัย ศูนย์ประสาทศาสตร์ ศูนย์การดูแลสุขภาพที่บ้าน ศูนย์ชีวาภิบาล ฯลฯ

ประชากรไทยอายุมากกว่า 60 ปี
ข้อสมมติภาวะเจริญพันธุ์ปานกลาง สนง.คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


หรือแม้กระทั่งศูนย์พาร์กินสัน โรคยอดฮิตที่ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
แต่การรู้เร็วรักษาเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะพิการนอนติดเตียงได้ ...เฉกเช่น

 
  แด่เธอ...ผู้ไม่แพ้ 
 

คุณมาริษา โชคพัชรเวสน์ ผู้ไม่ยอมแพ้กับชีวิต...
"ถ้าวันนั้นฉันไม่ตั้งสติให้ดีและยอมแพ้...ชีวิตในวันนี้ของดิฉันจะเป็นอย่างไร?"

      
ในวันที่ดิฉันได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสันนั้น ดิฉันต้องเผชิญกับภัยเงียบ
อย่างไม่รู้ตัวมาก่อน ซึ่งความจริงแล้วมีสัญญาณเตือนของอาการพาร์กินสัน
มานานแล้ว เช่น นอนละเมอ เวลาเผลอจะมีน้ำลายไหลโดยไม่รู้ตัว
เกร็งเหมือนเป็นตะคริวเวลาขับรถ เดินสะดุดขั้นบันได เวลาใส่รองเท้าแตะ
จะรู้สึกว่าเท้าไม่สามารถยึดกับพื้นเท้าได้และหลังงอ
แต่ดิฉันไม่เคยรู้เลยว่านั่นคืออาการเตือนของ "โรคพาร์กินสัน"

หากมองย้อนกลับไปในวันที่ดิฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสัน
สำหรับดิฉันแล้วถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้ดับสูญไปพร้อมกับ
คำพิพากษาจากคุณหมอ ดิฉันได้แต่ร้องไห้และเก็บตัวอยู่ในห้อง
ไม่พูดคุยกับใคร แต่ไม่นานดิฉันก็กลับมาถามกับตัวเองว่า
 "เราเป็นอะไรไป?" "เรากำลังจะตายหรือ?" คำตอบคือ...

 เรายังคงมีชีวิตอยู่เหมือนเดิมทุกอย่างแล้วจะมานั่งร้องไห้ทำไมฉันจึงตัดสินใจไปพบหมอที่ศูนย์รักษาโรคพาร์กินสัน
โรงพยาบาลจุฬาฯ อีกครั้ง คุณหมอได้แนะนำให้ทานยาเพื่อควบคุมอาการ เพราะว่าเซลล์สมองได้เสื่อมไปแล้วกว่า 50%

ดิฉันจึงตัดสินใจทานยาเพื่อควบคุมอาการ ซึ่งระหว่างที่ทานยาต้องมีวินัยเพราะไม่เช่นนั้นในอนาคตจะมีปัญหา
เรื่องการไม่ตอบสนองของยา ด้วยความไม่ยอมแพ้ของดิฉันในวันนั้น ทำให้ดิฉันสามารถต่อสู้กับโรค
ที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ในขณะนี้ แต่ดิฉันยังมีความหวังเสมอว่า สักวันจะต้องมีทางรักษาได้แน่นอน...

       ปัจจุบันดิฉันเป็นผู้ป่วยพาร์กินสันมาถึง 9 ปีแล้ว และยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
และคิดว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มีสีสันมากที่สุดของชีวิต จากแม่บ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดอยากเรียนรู้อะไร
แต่การที่ต้องมาอยู่ที่ศูนย์ฯ กับเพื่อน ๆ ที่เป็นผู้สูงอายุและช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็ง
และต้องพยายามช่วยเหลือผู้ที่ป่วยเหมือนเราให้ดีที่สุด...

 
แสงสว่าง...ที่ปลายอุโมงค์  
คุณศุภชล พวงประทุม ช่างคอมพิวเตอร์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี
"ที่คิดว่าจะไม่ได้พบแล้วซึ่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์..."

       ผู้ที่มีความฝันที่จะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและรอคอยการลืมตา
ของลูกน้อยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอย่างมีความสุข...
แต่แล้วทุกอย่างเหมือนกับความฝันที่ผมไม่สามารถยอมรับได้
ว่ามันคือความจริง เมื่อผมตรวจพบว่าเป็นโรคพาร์กินสัน
จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมทราบข่าวร้ายคือ ขาด้านซ้ายมีอาการเดินขาลาก
ไม่สามารถเดินได้เหมือนคนปกติทั่วไป และมีอาการสั่น ผมจึงตัดสินใ
จเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คุณหมอได้จัดยามาให้ทาน
ซึ่งก็ช่วยควบคุมอาการของผมมาได้หลายปี
และทำให้ผมกลับมาดำเนินชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไป

แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลข้างเคียงจากการใช้ยาทำให้ผมมีอาการ
ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเองได้
จนถึงขนาดทำให้สิ่งของรอบตัวเสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจ
คุณหมอจึงได้ปรับการรักษาใหม่ เป็นการรักษาแบบการฉีดยาใต้ผิวหนัง
ผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ อินฟิวชั่น ปั้ม (Apomorphine
Chrono Infusion Pump) ทำให้อาการที่ไม่สามารถควบคุมตัวเอง
ได้ลดลง และสามารถลดปริมาณยาพาร์กินสันที่รับประทานต่อวัน
ซึ่งผมคิดว่าเป็นความโชคดีมากที่คุณหมอได้แนะนำให้ผมได้ใช้ยาตัวนี้
ทำให้ทุกวันนี้ผมสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนหนึ่งก็ด้วยมาจากกำลังใจจากลูก ๆ ที่ทำให้ผมมีแรงที่จะก้าวผ่าน
ความยากลำบากต่อไปให้ถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกครั้งหนึ่ง... 







 


          โลกทุกวันนี้มีความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์มากขึ้น นั่นหมายถึงประชาชนจะมีอายุที่ยืนนานขึ้น เป็นผลให้อัตราการเสียชีวิตลดลง ดังนั้นเมื่อมีผู้สูงอายุมากขึ้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัยอย่างถาวรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยการสร้างองค์ความรู้ให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เป็นภาระของสังคมด้วยเช่นกัน การสร้างคุณค่าให้กับผู้สูงวัยหรือแม้แต่ผู้ที่กำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยก็ดี คือ การทำให้พวกเขาเหล่านี้มีส่วนร่วมในสังคม และในขณะเดียวกันสามารถกลับมาช่วยเหลือสังคมได้ สำหรับทางด้านการแพทย์ก็เปลี่ยนจากการรักษามาเป็นการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคเพราะเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเป็นภาระของลูกหลานในบั้นปลายชีวิตอย่างแน่นอน...

         
"สุขภาพของคนเราก็เหมือนโดมิโน การเจ็บป่วยเหมือนการสะสมอย่างต่อเนื่อง หากเราไม่รีบดูแลสุขภาพตั้งแต่ต้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการล้มของโดมิโนที่ล้มเพียงตัวเดียวแต่เสียหายไปหมดทุกส่วน เพราะฉะนั้นเราต้องรักษากายใจให้ดี"

         
ทั้งนี้ "กองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย" จะไม่สามารถเป็นกองทุนที่สมบูรณ์เพื่อนำไปเกื้อหนุนงานบริการทางการแพทย์ภายในอาคาร ส.ธ. หากขาดซึ่งทุนทรัพย์ที่จะได้รับจากท่านผู้มีจิตกุศลที่จะร่วมกันบริจาคเงินเข้า "กองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย" จะมากบ้างน้อยบ้างก็สุดแต่จิตกุศลศรัทธา ซึ่งความพร้อมและความสามารถของท่านแต่ละบุคคล หลาย ๆ คนรวมกัน ก็สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของท่านได้มากทีเดียวต่อไป
 

ปล. มาช่วยกันสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ตัวคุณเองและคนรอบข้างด้วยกันนะคะ... 
 





พิธีเปิดกองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย





  ดาวน์โหลดแบบฟอร์มการบริจาค (แบบครั้งเดียว)

  ดาวน์โหลดแบบฟอร์มการบริจาค (แบบรายเดือน)

  บริจาคเงินออนไลน์